Pacific Money

slotxo 1668: China Powers “Two World” Economy

สล็อต xo 2341️⃣M98,STPI (BUY:Consensus [email protected]) : ปี 58 คาดกำไรโต 20%YoY จากมี Backlog 1.3 หมื่นลบ. และมาร์จิ้นที่ดีขึ้นเพราะบางส่วนเป็นค่าเร่งงาน อีกทั้งมีงานระหว่างประมูลอีก 5 โครงการมูลค่ารวม 5-8.1 หมื่นลบ. + มีฐานะการเงินแข็งแกร่งด้วย Net Cash 6 พันลบ. อีกทั้งมี Upside 34% และคาด Div yield ปีละ 4% จึงแนะนำ ซื้อ ทั้งนี้ วัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนเมียนมาร์ในการเสริมความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้าในบริเวณเมืองย่างกุ้งที่มีการเติบโตของความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งภาคประชาชนและอุตสาหกรรม อาทิเช่น ในเขตเศรษฐกิจพิเศษติละวา และโครงการปรับปรุงโรงกลั่นน้ำมันตันลินที่ กลุ่มปตท. เข้าร่วมประมูล Opportunity Day: (11 มิ.ย.) SUPER MTLS COLOR BTS TKT,แถลงการณ์ทางเว็บไซต์ระบุว่า MSCI คาดว่าการรวมหุ้น A-shares ของจีนไว้ในการคำนวณดัชนีสำคัญๆระดับโลกนั้น จะเกิดขึ้นเมื่อประเด็นดังกล่าวได้รับการแก้ไข และบริษัทวางแผนที่จะจัดตั้งคณะทำงานร่วมกับคณะกรรมการกำกับดูแลหลักทรัพย์ของจีนเพื่อจัดการกับประเด็นเหล่านี้*CHOW แนะนำซื้อเก็งกำไรในกรอบแนวรับแนวต้าน หุ้นน่าสนใจเชิงกลยุทธ์: MINT BLAND PF SCB KTB THCOM DCON ITD SC JSP TISCO SUPER (การลงทุนหุ้นเหล่านี้ควรตั้งจุดตัดขาดทุน 3-5% ทุกครั้ง)บริษัท เชาว์ สตีล อินดัสทรี้ จำกัด (มหาชน) หรือ CHOW ระบุว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเมื่อวานนี้ (10 มิ.ย.) อนุมัติการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศฟิลิปปินส์ ขนาด 25 เมกะวัตต์ มูลค่าโครงการประมาณ 1,500 ล้านบาท หรือ 43 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ในไตรมาส 1/59 ซึ่งจะสร้างรายได้และกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว นอกจากที่เข้ามาสนับสนุนแล้ว MACD วานนี้ ได้เกิดสัญญาณบวก จากการตัดเส้นแกน 0 ขึ้นมา ซึ่งหากมองการเกิดสัญญาณรอบดังกล่าวในรอบที่ผ่านมา จะเห็นว่าราคาจะสามารถดีดตัวต่อได้ในระยะถัดไป ทำให้ครั้งนี้ยังคงหวังว่าราคาจะสามารถขึ้นต่อได้ โดยมองเป้าหมายที่ 4.94 บาทดัชนี MSCI Asia Pacific Index เคลื่อนไหวที่ 146.12 จุด ณ เวลาประมาณ 09.00 น.ตามเวลาโตเกียว หุ้นแนะนำภาคบ่าย: เก็งกำไร KTB (คาดราคาตอบสนองการตั้งสำรองที่สูงไปแล้ว, เป้าทางกลยุทธ์ 19.00-19.50 ตัดขาดทุน 17.70), TPIPL (คาดมีแรงซื้อจากการน่าที่จะถูกบรรจุเข้า SET50 และรับรู้ขายไฟ 55MW ครึ่งปีหลัง, เป้าทางกลยุทธ์ 3.00 ตัดขาดทุน 2.70 บาท) ,พอร์ตที่ยังถือ Short ทุน 985-990 จุด (ไม่ได้ Stop loss หลังทะลุแนวต้านรอบเช้า 990-993 จุด) และรับแรงเหวี่ยงขึ้น-ลงได้มาก รอการชะลอต่ำกว่า 985 จุดปิดได้อีกรอบด้านงบลงทุนในปีนี้บริษัทตั้งไว้ที่ 40-50 ล้านบาท สำหรับการลงทุนในการปรับปรุงซอฟแวร์ใหม่ การเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องจักร และการก่อสร้างบูธพ่นสีเพื่อรองรับการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ให้กับฟอร์ด ซึ่งในส่วนนี้จะใช้เงินลงทุนอยุ่ที่ 15-20 ล้านบาททั้งนี้ บริษัทประเมินกำไรขั้นต้นในปีนี้จะอยู่ใกล้เคียงกับปีก่อนที่ 12.66% และในปี 59 อัตรากำไรสุทธิของบริษัทจะมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นอีก 1-2% จากการรับรู้รายได้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ให้กับฟอร์ดและผลิตชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าให้กับแคนนอนเต็มที่ตลอดทั้งปีทั้งนี้ ในส่วน Bond Yield ของสหรัฐอายุ 10 ปี มีการปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงการโยกย้ายเงินทุน แต่บางจังหวะเศรษฐกิจของสหรัฐไม่เอื้อ ซึ่งมองว่าอัตราดอกเบี้ยสหรัฐจะปรับขึ้นหรือไม่,BRM15/2,209 Long ตอนเช้ายังไม่ได้ รอเปิดอีกครั้งที่ 2,195 บาท เป้าหมายทำกำไร 2,220 บาท ตัดขาดทุนหากหลุด 2,180 บาท?โดยคาดเป็นการขายหุ้น PE ออกจากกลุ่มพงศธร และจะทำการขายหุ้นออกเต็มทั้งจำนวนในสัดส่วน 51% ในราคาไม่ต่ำกว่า 2 บาทเพื่อนำเงินไปชำระหนี้เจ้าหนี้เดิมCPN/45.00 ลุ้น Break แนวต้าน EMA-200 ตามสัญญาณหนุนจากเครื่องมือทั้งระยะสั้น และระยะกลาง เก็งกำไร แนวรับ 44.50 แนวต้าน 46.00 cut loss 44.00 บ.มูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ทั้งหมด (Total Market Turnover) 31,909.76 ล้านบาท。

นายนพดล กล่าวอีกว่า โครงการนี้นับเป็นอีกหนึ่งโครงการที่ GPSC ได้สิทธิในการเข้าไปศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาโรงไฟฟ้าในเมียนมาร์ ณ ปัจจุบัน GPSC ได้เข้าร่วมศึกษาและกำลังพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าในประเทศเมียนมาร์ ร่วมกับพันธมิตรธุรกิจ หลายโครงการ มีพลังการผลิตรวมกว่า 3,000 เมกกะวัตต์ โดยมีทั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาดและพลังงานความพร้อมร่วมโดยใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงสำนักงานสถิติแห่งชาติของจีน (NBS) รายงานว่า ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของจีนในเดือนพ.ค.เพิ่มขึ้น 6.1% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งปรับตัวขึ้นเมื่อเทียบกับอัตรา 5.9% ในเดือนเม.ย. ตลาดหุ้นเอเชียปรับขึ้นบ่ายนี้ รับอานิสงส์ดาวโจนส์พุ่ง-หนี้กรีซส่อแววบวก TPIPL มูลค่าการซื้อขาย 1,037.63 ล้านบาท ปิดที่ 2.90 บาท เพิ่มขึ้น 0.08 บาทกราฟ OCEAN ดีดตัวขึ้นมากในท้ายตลาดสร้างสัญญาณซื้อทั้งใน RSI และ Tower ในแท่งเทียน แต่วันนี้ต้องตัดผ่านแนว 1.32 บาทไปได้ตลอดวันจึงจะวิ่งต่อไปยัง 1.40 บาท ให้จับแนวโน้มใกล้ชิด หากราคาแกว่งมากเล่นวันเดียวจบ แต่หากราคาแข็งแรง ถือข้ามวันต่อไป และมีจุด stop loss ไว้ด้วยขณะที่นักลงทุนบางส่วนอาศัยจังหวะที่ดัชนีหลักทรัพย์อ้างอิงปรับตัวลง เข้าซื้อ SET50 Call ตัวอย่างเช่น S5028C1506A ซึ่งมีแรงซื้อสุทธิราว 5.0 ล้านหน่วย และ S5028C1509A 2.6 ล้านหน่วย วานนี้ ในทางกลับกัน สำหรับการซื้อขาย DW บนหุ้นรายตัว นักลงทุนให้ความสนใจ DW บนหุ้นเทคโนโลยีหนาแน่น จากการที่หุ้นอ้างอิงเคลื่อนไหวผันผวน เช่น TRUE และ JAS ส่งผลให้นักลงทุนเทรด ทั้ง Call และ Put ตัวอย่าง DW28 เช่น TRUE28C1509B TRUE28P1509A และ JAS28C1510A เป็นต้นนอกจากนี้ ในปี 59 คาดว่ารายได้จะเติบโตได้เท่าตัวจากปีนี้ หลังจะมีโรงไฟฟ้าที่ COD แล้วเพิ่มเป็น 1 พันเมกะวัตต์ ซึ่งจะมาจากการผลิตไฟฟ้าพลังงานลม และการลงทุนในต่างประเทศ ส่วนในระยะ 3 ปีข้างหน้าคาดว่าจะสามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้เป็น 2,000 เมกะวัตต์ ทั้งจากโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และชีวมวล,กลยุทธ์ที่แนะนำ :ช่วงบ่าย: คาดดัชนี SET index ภาคบ่ายจะตอบรับกับการประชุม กนง. โดยถ้าหากผลออกมาคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะเป็นผลบวกต่อหุ้นกลุ่มธนาคารได้ (เราชอบ KBANK มากที่สุดในกลุ่ม) เนื่องจาก NIM ผ่านจุดต่ำที่สุดไปแล้ว แต่ถ้ามีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ตลาดอาจจะแกว่งผันผวนจากการตีความสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังไม่ดีนัก-นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ หุ้นแนะนำตามสัญญาณเทคนิค ได้แก่ VNG (รับ 8.8 ต้าน 9.5 Cut 8.6) และ TAKUNI (รับ 9.3 ต้าน 10.3 Cut 9.0) ‪, ซื้อ โดยมีเป้าหมายทำกำไรที่ 10.00 บาท และ ตั้งจุดตัดขาดทุนที่ 8.80 บาท、ดูบอลliverpool、ทั้งนี้ UP เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายกระแสไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ขนาด 3 เมกะวัตต์ มีโครงการตั้งอยู่ใน ต.หนองหญ้าปล้อง อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ โดยโครงการเริ่มผลิตไฟฟ้าตั้งแต่วันที่ 19 ก.ค.55 มีปริมาณขายตามสัญญา 2.99 เมกะวัตต์ ระยะเวลา 5 ปีนับจากวันที่เริ่มผลิต และต่อเนื่องครั้งละ 5 ปีโดยอัตโนมัติ โดยได้รับส่วนเพิ่มค่าไฟฟ้า (Adder) ที่ 8 บาท/หน่วย เป็นเวลา 10 ปี ถึงวันที่ 18 ก.ค.65,หุ้นทั้ง 10 กลุ่มที่คำนวณในดัชนี S P 500 ทะยานขึ้นถ้วนหน้า ซึ่งหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี และกลุ่มการเงินพุ่งขึ้นแข็งแกร่งสุด โดยหุ้นอินเทล และไมโครซอฟท์ ต่างก็ปรับตัวขึ้นอย่างน้อย 1.8% หุ้นแอปเปิล พุ่งขึ้น 1.2% ขณะที่หุ้นเฟซบุ๊ก และหุ้นไอบีเอ็ม ต่างก็ทะยานขึ้นกว่า 1.8%แนวรับ 4.52-4.58 บาทมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ทั้งหมด (Total Market Turnover) 31,909.76 ล้านบาทMONO ซื้อ ราคาหุ้นฟื้นตัวจากฐานด้วยรูปแบบ Bullish Engulfing และออกจากกรอบ Sideways พร้อมปริมาณการซื้อขายสูงขึ้น เครื่องมือ DI- ตัด ADX ลง ยืนยันการจบแนวโน้มขาลง มีแนวต้านแรกบริเวณ 3.48 บาท และถัดไปที่ 3.60 บาท、สำหรับระยะต่อไป เศรษฐกิจมีแนวโน้มปรับดีขึ้นอย่างช้าๆ แต่มีความเสี่ยงด้านต่ำจากโอกาสที่เศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวช้ากว่าที่ประเมินไว้ โดยเฉพาะเศรษฐกิจจีนและเอเชีย เป็นปัจจัยให้มีการส่งออกของไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะติดลบ จากเดิมที่คาด 0% โดยกนง.จะมีการปรับคาดการณ์ในครั้งต่อไปโดยที่ผ่านมาได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การลดสัดส่วนเหลือ 47% หรือการลาออกจากการเป็นกรรมการของคุณแจ็ค มินทร์ อิงค์ธเนศ ก็ยังไม่เพียงพอ การลดสัดส่วนการถือหุ้นในครั้งนี้จาก 47% เหลือ 39.50% จะเพียงพอที่บริษัทแม่ไม่มีอำนาจควบคุมอีกต่อไป บนความเห็นของผู้สอบบัญชีของ SVOA ทั้งนี้ SVOA ได้ยืนยันว่าต้องการที่จะเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่ยืนเคียงข้างกับ LIT ไปตลอด หากไม่มีความจำเป็นเรื่องการ Consolidate งบการเงินแล้ว SVOA ก็ไม่เคยต้องการลดสัดส่วนการถือหุ้นในลงเลยJAS กรอบ 6.1-6.5สำหรับหุ้นที่น่าสนใจ ได้แก่ หุ้นในกลุ่มธนาคารพาณิชย์, พลังงาน ,รับเหมาก่อสร้าง และกลุ่มท่องเที่ยว ส่วนหุ้นที่ควรหลีกเลี่ยง เช่น อสังหาริมทรัพย์ ,โรงพยาบาล และค้าปลีก。

A recent report tells investors to think of the global economy in terms of “two separate narratives.”

“We are moving away from a U.S. – or Europe-led world to a world led by China,” writes Stephen King, Chief Global Economist at HSBC in a report released on Wednesday.

HSBC’s Emerging Market Index for the last quarter of 2012 tells investors to think of the global economy in terms of “two separate narratives.” The first is the “old world” consisting of the U.S. and Europe, which continue to experience an ongoing deleveraging. The second is the “new world” consisting of the “structurally dynamic” emerging markets in general, but China in particular.

In fact, HSBC projects that “China will make its biggest-ever contribution to global growth in 2014.”

Part of this is attributable to a slight improvement in China’s economy, which HSBC expects will grow by 8.6% in 2013, up from 7.8% in 2012. Although this is more robust than the 5.4% growth rate HSBC expects from the emerging markets as a whole, it is still a slower rate of growth than China experienced in the pre-financial crisis era.

Still the slower rate of growth is not as consequential as one might expect, at least in terms of China’s impact on the world economy. This is because the Chinese economy is much larger than it was when it was growing by double digit growth rates. “As a result,” King writes, “although its own growth rate may have slowed, its contribution to global growth is on the rise.”

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

King illustrates this trend by pointing to the increase many countries have experienced, in terms of the percentage of their GDP that comes from their exports to China. This is especially true for countries located near China and, to a slightly lesser extent, commodity producing economies. For example, whereas South Korea’s exports to China amounted to just 3.5% of GDP in 2000, 12% of Seoul’s GDP came from its exports to Beijing in 2012.

It was hardly alone. In fact, a HSBC report from November of last year noted that every country in Asia except for India had seen its export exposure to China—exports to China as a percentage of a country’s total exports—increase between 2006 and 2011. The increase was especially striking in Australia, given its location and commodity production. According to Saul Eslake, chief economist at Bank of America’s Merrill Lynch division in Melbourne, Australia ships about 28% of its exports to China and Beijing indirectly sets the price that other countries pay for another 30% of Australia’s exports.

HSBC also singled out Malaysia and Singapore as other Asian nations whose export exposure to China has grown in recent years. Not surprisingly, non-Asian countries that have seen the largest increase in their exposure to exports to China are typically commodity producers, the report said, explicitly listing Chile, Kazakhstan, Saudi Arabia, and Angola. Angola is a particularly interesting case. With a GDP of U.S. $101 billion in 2011, Angola has become China’s fourteenth most important source of imports, the report says, ahead of countries like France, Canada, Italy, the UK, and even India, which borders on China and boasts an economy over 18 times as large (U.S.$1.85 trillion) as Angola’s. In light of this, HSBC concludes that, “the lack of trade between India and China must count as one of the great missed opportunities of recent years.”

But if India’s paucity of trade with China makes it an outlier in Asia, it would be quite at home in the “old world” nations in North America and Europe.

“The ‘old world’ has yet to catch the China express,” HBSC writes. Indeed, U.S. exports to China are only 0.7% of Washington’s GDP, with Canada, France, and Italy roughly equivalent. On the other hand, the U.K.’s exports to China are even lower, making up just 0.4% of London’s gross output. Germany’s far better than other members of the EU in this (and most other) regards, with about half of EU exports to China coming from Germany, according to the European Council on Foreign Relations (ECFR).  The same ECFR report, published in May of last year, estimated that just under 7% of German exports go to China, making it Germany’s third largest export market after the EU and the U.S.

Still HSBC cautioned against putting too much stock into this, noting that: “Germany’s heightened trade relationship with China has been absolutely swamped by an even bigger increase in its dependency on the rest of Europe.”

Thus is the reality of a two world economy.

Zachary Keck is assistant editor of The Diplomat. He is on Twitter: @ZacharyKeck.