The Debate

multiplayer video game game: The Debate on U.S.-China Relations: Make Room, Make Way, or Make Hay

เงินฟรี เบท365,ประกอบกับคาดว่านักลงทุนจะติดตามการ Preview งบไตรมาส 3/2558 ของกลุ่มธนาคาร ซึ่งเบื้องต้นคาดว่ากำไรจะชะลอตัวลงจากสินเชื่อหดตัวลง รวมถึงการตั้งสำรองหนี้สูญเพิ่มขึ้นตาม NPL ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ SCB KTB TISCO ที่มีการตั้งสำรองหนี้ SSI จำนวนมากทั้งนี้ ในวันที่ 1 ต.ค. 58 บริษัทจะมีรายการใหม่มากกว่า 5 รายการ ได้แก่ เดอะทอล์ค เปิดเมืองแปลก อาทิตย์ติดโชว์ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีรายการที่ร่วมกับเนชั่นอีก 1 รายการ เป็นต้น มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ส เซอร์วิส เปิดเผยข้อมูลกับข่าวหุ้นธุรกิจว่า มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ส เซอร์วิส ยืนยันยังคงอันดับเครดิตธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB และยังคงอันดับเครดิตธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB ที่ระดับ Baa1 ไม่เปลี่ยนแปลงกระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 142,000 ตำแหน่งในเดือนก.ย. ขณะที่อัตราการว่างงานทรงตัวที่ระดับ 5.1% ตัวเลขดังกล่าวต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า การจ้างงานจะเพิ่มขึ้น 200,000 ตำแหน่งในเดือนก.ย. ส่วนอัตราการว่างงาน คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 5.1% นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานสหรัฐยังได้ทบทวนตัวเลขการจ้างงานในเดือนก.ค.และส.ค. โดยปรับลดลง 59,000 ตำแหน่งจากที่มีการรายงานก่อนหน้านี้ 3. หุ้นได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่า SVI VNG และขณะเดียวกัน ภาวะซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐยังได้ปัจจัยหนุนจากแรงซื้อหุ้นกลุ่มพลังงาน โดยหุ้นกลุ่มพลังงานทะยาน 4.01% หลังจากที่ราคาน้ำมันดีดตัวขึ้น เนื่องจากมีการเปิดเผยข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่า ผลผลิตน้ำมันดิบสหรัฐกำลังหดตัวลง โดยปริมาณการผลิตน้ำมันของสหรัฐปรับลดลงจาก 9.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน เมื่อประมาณช่วงปลายเดือนพ.ค. ถึงกลางเดือนก.ค. มาอยู่ที่ราว 9.1 ล้านบาร์เรลต่อวันในสัปดาห์ล่าสุด ขณะที่เบเกอร์ ฮิวจส์ รายงานวันก่อนว่า จำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันและก๊าซในสหรัฐลดลงอีก 4 หลุม เหลือ 640 หลุม สิ้นสุดสัปดาห์ที่ 25 ก.ย. ซึ่งถือว่าเป็นระดับต่ำที่สุดตั้งแต่เดือนก.ค. หลังจากที่ลดลงไปกว่า 31 หลุมเมื่อสามสัปดาห์ที่ผ่านมา1. เงินลงทุนในบริษัทย่อย ประมาณ 57.48 พันล้านบาท ซึ่งบริษัทฯ จะต้องมีการบันทึกการด้อยค่าของ สินทรัพย์ในงบแสดงฐานะการเงิน และรับรู้ผลขาดทุนจากรายการดังกล่าวในงบกำไรขาดทุน,ระยะสั้นแกว่งในกรอบ sideway หรือในกรอบระหว่าง 28-33 บาท คาดว่าจะยังไม่มีทิศทางชัดเจนจนกว่าจะแกว่งออกจากกรอบ แนะนำเก็งกำไรในกรอบดังกล่าวไปก่อนส่วนจุดตัดขาดทุนจะอยู่ที่ 27.50 บาทเงินช่วยเหลือจำนวน 3 พันล้านยูโรตามที่ตกลงกันในข้อตกลง มีกำหนดต้องเบิกจ่ายอย่างช้าที่สุดภายในสิ้นเดือนพ.ย. เจ้าหน้าที่ระบุว่า การประเมินครั้งแรกเกี่ยวกับมาตรการรัดเข็มขัดของกรีซจะเริ่มในเดือนต.ค.นี้ แต่ยังไม่ได้ระบุเวลาที่ชัดเจนสำหรับประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับเป็นการสนับสนุนโครงการอินเว้นท์ของบริษัทที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการส่งเสริมกลุ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพและความคิดสร้างสรรค์ในธุรกิจโทรคมนาคม เทคโนโลยีสารสนเทศ สื่อ และดิจิตอลคอนเทนท์ ตลอดจนธุรกิจอื่นๆที่เกี่ยวเนื่องกับกลุ่มบริษัทให้สามารถสร้างหรือขยายธุรกิจให้เติบโตขึ้นได้โดยการเข้าร่วมทุนในลักษณะของเวนเจอร์ แคปปิตอลด้านนายชัยยศ จิวางกูร ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.โกลเบล็ก จำกัด ประเมินกลยุทธ์การลงทุนใน SET ว่า ภาวะตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์หน้าคาดว่าจะแกว่งตัวในกรอบ 1,335-1,365 จุด เนื่องจากขาดปัจจัยใหม่กระตุ้นการลงทุน สั้นๆรอ Follow Buy เหนือ 1.65 บาท ซื้อ กลุ่มรับเหมาฯ และวัสดุก่อสร้าง เริ่มเปิดซองประมูลแล้ว: โดยวานนี้เริ่มเปิดขายซองประมูลรถไฟรางคู่ฉะเชิงเทรา-แก่งคอย 1.1 หมื่นล้าน (e-Auction 5 พ.ย.) และวันนี้เปิดขายซองจิระ-ขอนแก่นอีก 2.6 หมื่นล้าน และคาดว่าจะมีการเปิดประมูลมอเตอร์เวย์ 3 เส้นทาง และสนามบินสุวรรณภูมิเฟส 2 เร็วๆนี้ รวมมูลค่า 2.6 แสนล้านบาท ซื้อ CK STEC UNIQ NWR และมองการปรับลดลงของ SCC เป็นโอกาส ซื้อ ต่อเนื่องทั้งนี้บริษัทเข้าร่วมทุนกับกอล์ฟดิกก์โดยการเข้าซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 33,333 หุ้น หรือคิดเป็นร้อยละ 25 ของทุนชำระแล้วของกอล์ฟดิกก์ โดยมีมูลค่าเงินลงทุนประมาณ 23.83 ล้านบาท 3 หลักทรัพย์เข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน เหตุไม่ส่งงบการเงินปี 57 รัฐมนตรีคลังยูโรโซน จะประชุมร่วมกันวันจันทร์ที่จะถึงนี้ เพื่อพิจารณาทางเลือกเชิงกลยุทธ์จากรัฐบาลใหม่ของกรีซในความพยายามที่จะให้มีการเบิกจ่ายเงิน 3 พันล้านยูโร (หรือ 3.36 พันล้านดอลลาร์) ตามกำหนด นอกจากนี้ ยูโรกรุ๊ปยังจะเรียกร้องให้กรีซนำเสนอความคืบหน้าของการดำเนินการมาตรการรัดเข็มขัด ตามข้อเรียกร้องของกลุ่มเจ้าหนี้ที่อนุมัติเงินช่วยเหลือครั้งที่ 3 แก่กรีซในวงเงิน 8.6 หมื่นล้านยูโร กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 142,000 ตำแหน่งในเดือนก.ย. ขณะที่อัตราการว่างงานทรงตัวที่ระดับ 5.1% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบกว่า 7 ปี หรือนับตั้งแต่เดือนเม.ย.2008 ตัวเลขดังกล่าวต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า การจ้างงานจะเพิ่มขึ้น 200,000 ตำแหน่งในเดือนก.ย. ส่วนอัตราการว่างงาน คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 5.1%นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันหลังจากนางคริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการ IMF กล่าวว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มอ่อนแอลงในปีนี้ โดยระบุว่า ศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญกับปัญหามากมาย ซึ่งรวมถึงวิกฤตผู้อพยพในยุโรป, การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน และแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ ทั้งนี้ นางลาการ์ดคาดว่า เศรษฐกิจของประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่นจะมีการขยายตัวปานกลาง ขณะที่เศรษฐกิจของตลาดเกิดใหม่จะมีการขยายตัวในระดับต่ำเป็นปีที่ 5 ติดต่อกันSGP ปิด 11.30 +0.40 +3.67%,ทั้งนี้ดีลดังกล่าวเป็นครั้งแรกของบริษัทที่ประกาศการเข้าลงทุนในบริษัทต่างประเทศและจะยิ่งสนับสนุนการเติบโตของบริษัทเพิ่มเติมเนื่องจากประเทศลาวยังคงมีความล้าหลังของโครงสร้างพื้นฐานอยู่มาก คาดว่ากำไรบริษัทปีนี้จะเติบโต 24% และเติบโตชะลอลงเล็กน้อย แต่ยังคงแข็งแกร่ง 20% ในปี 59แนวรับ 3.66 แนวต้าน 4.00 SET ปิดเช้าบวก 4.10 จุด JAS ซื้อ-ขายสูงสุด 1.29 พันลบ.。

เงินฟรี เบท365,นายจอห์น วิลเลียมส์ ประธานเฟด สาขาซานฟรานซิสโก กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่า เป็นเรื่องเหมาะสมที่จะเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในปีนี้ อันเนื่องมาจากคาดการณ์ที่ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะมีการจ้างงานในระดับสูงสุดในอนาคตอันใกล้ และเงินเฟ้อจะค่อยๆปรับตัวสู่เป้าหมายที่ 2% ของเฟด นายวิลเลียมส์คาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะขยายตัว 2.25% ต่อปีในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ซึ่งจะส่งผลให้อัตราว่างงานลดลงมาอยู่ต่ำกว่า 5% ภายในปีนี้ โดยเขาคาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) จะขยายตัวสูงกว่า 2% เล็กน้อยในปีหน้านอกจากนี้ ยูโรกรุ๊ปยังจะเรียกร้องให้กรีซนำเสนอความคืบหน้าของการดำเนินการมาตรการรัดเข็มขัดตามข้อเรียกร้องของกลุ่มเจ้าหนี้ที่อนุมัติเงินช่วยเหลือครั้งที่สามแก่กรีซในวงเงิน 8.6 หมื่นล้านยูโร ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวขึ้นภาคบ่ายวันนี้ ขานรับดัชนี PMI จีนทั้งนี้ IMOSOCIAL, FUNDO DE INVESTIMENTO IMOBILIARIO FECHADO มิได้มีความสัมพันธ์ในฐานะเป็นผู้ถือหุ้น หรือกรรมการของบริษัท ดังนั้น ผู้ขายจึงมิได้เป็นบุคคลเกี่ยวโยงตามประกาศคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเรื่อง การเปิดเผยข้อมูลและการปฏิบัติการของบริษัทจดทะเบียนในรายการที่เกี่ยวโยงกัน พ.ศ. 2546 ดังนั้น รายการดังกล่าวมิได้เข้าข่ายเป็นรายการที่เกี่ยวโยงตามประกาศดังกล่าว ประกอบกับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 103.0 ในเดือนกันยายน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม ซึ่งบ่งชี้ว่าชาวสหรัฐไม่มีความวิตกต่อภาวะปั่นป่วนในตลาดโลก รวมถึงความกังวลทิศทางการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดหลังจากนางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ส่งสัญญาณว่าเฟดมีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ ตราบใดที่ภาวะเงินเฟ้อยังคงมีเสถียรภาพ และเศรษฐกิจสหรัฐมีความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะหนุนการจ้างงาน ซึ่งทำให้นักลงทุนคาดว่าแนวโน้มการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดอาจเกิดขึ้นในการประชุมอีก 2 ครั้งที่เหลือในเดือนตุลาคมหรือเดือนธันวาคม ซึ่งจะเป็นปัจจัยลบต่อทองคำผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (1 ต.ค.58) จากข้อมูลการซื้อขายหุ้นรายวันผ่านไทย เอ็นวีดีอาร์ ซึ่งเป็นดัชนีหนึ่งที่สะท้อนการซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติ พบว่าหุ้นที่มีการซื้อสุทธิมากที่สุด 30 อันดับแรก หากพิจารณาจากจำนวนหุ้นที่ซื้อสุทธิ ได้แก่1.08 1.18สำหรับการปรับค่าเอฟทีในเดือนก.ย.-ธ.ค.58 ที่ผ่านมา กกพ.ได้มีมติให้ปรับลดลงจาก 49.61 สตางค์/หน่วย ลงเหลือ 46.38 สตางค์/หน่วย หรือลดลงจำนวน -3.23 สตางค์/หน่วย ซึ่งมีการเรียกเก็บในเดือนก.ย.-ต.ค.58 มาแล้วนั้น เมื่อมีการปรับอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ กกพ.ได้เห็นชอบให้มีการเรียกเก็บค่าเอฟทีรอบเดือนพ.ย.-ธ.ค.58 จำนวน -3.23 สตางค์/หน่วย สำหรับค่าเอฟทีรอบเดือนม.ค.-เม.ย.59 เป็นต้นไป จะปรับตามต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงไปจากค่าไฟฟ้าฐานใหม่เท่านั้น, สรุปหุ้นโดนขายชอร์ตหนัก ประจำวันที่ 2 ต.ค.58ชื่อภาษาไทยบริษัท เอ็มพีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)ชื่อภาษาอังกฤษ MPG Corporation PUBLIC COMPANY LIMITED ส่วนชื่อย่อหลักทรัพย์ของบริษัทยังคงใช้ชื่อเดิมไม่เปลี่ยนแปลง คือ MPG 、นักลงทุนซื้อสุทธิใน DW ที่อ้างอิงบนหุ้น SCB เช่น SCB28C1601A หนาแน่นกว่า 21.4 ล้านหน่วย นอกจากนี้ยังมีแรงซื้อใน DW ที่อ้างอิงบนหุ้นรายตัวอื่นๆเช่น EART28C1511A และ BANP28C1601A จำนวน 7.3 และ 4.0 ล้านหน่วย ตามลำดับ ด้านแรงขายสุทธิ นักลงทุนขายสุทธิหนาแน่นใน TPIP28C1512A 41.7 ล้านหน่วย และยังมีแรงขายใน DW ตัวอื่นๆอีกเล็กน้อยเช่น CPF28C1512A 3.5 ล้านหน่วย และ IRPC28C1601A 2.1 ล้านหน่วย เป็นต้นนักบริหารเงิน ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทระหว่า 36.35 36.50 บาท/ดอลลาร์ โดยมีปัจจัยที่ต้องติดตามคือตัวเลข PMI ของประเทศยุโรป และตัวเลข ISM ของสหรัฐฯทั้งนี้ หุ้นที่มีแรงขายกดดันตลาดฯเป็น TRUE, KTB, KBANK เนื่องจากความกังวลผลประกอบการงวดไตรมาส 3/58 แต่กลุ่มบริโภค อย่าง CPALL, ADVANC, BDMS ถือว่ายังไปได้ดี สำหรับปัจจัยนอกประเทศขณะนี้ยังไม่มีประเด็นสำคัญ แต่ก็ยังรอดูนโยบายการเงินผ่อนคลายจากประเทศหลัก ๆ อยู่ สรุปซื้อขายกระดานรายใหญ่ (ภาคเช้า) SKR มูลค่าสูงสุด 8.16 ลบ.,ระยะสั้นแกว่งในกรอบ sideway up หรือในกรอบระหว่าง 47.50 53.50 บาท วานนี้ราคาดีดตัวขึน้ ทดสอบแนวต้านในกรอบที่ 49.00 บาท และปิดที่แนวต้านพอดี หากวันนีส้ ามารถยืนเหนือแนวต้านดังกล่าวได้จะมีแนวโน้มที่จะดีดตัวขึน้ ถึงขอบบนที่ 53.50 บาท แนะนาเก็งกาไรในกรณี ยืนเหนือ 49.00 บาท ได้ ส่วนจุดตัดขาดทุนจะอยู่ที่ 47.00 บาทนางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ได้กล่าวสุนทรพจน์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยประเมินว่าเฟดจะเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจากระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ภายในสิ้นปีนี้ ประธานเฟดระบุว่ามีแนวโน้มที่จะมีความเหมาะสมในการเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะกลับมาสู่เป้าหมายที่ 2% ในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า เมื่อปัจจัยชั่วคราวที่กดดันเงินเฟ้อได้จางหายไป พร้อมกล่าวว่าภาวะอ่อนแอของเศรษฐกิจทั่วโลกไม่มีแนวโน้มจะมีนัยสำคัญมากพอที่จะส่งผลกระทบต่อนโยบายการเงินของเฟดขณะเดียวกัน ภาวะซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐยังได้ปัจจัยหนุนจากแรงซื้อหุ้นกลุ่มพลังงาน โดยหุ้นกลุ่มพลังงานทะยาน 4.01% หลังจากที่ราคาน้ำมันดีดตัวขึ้น เนื่องจากมีการเปิดเผยข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่า ผลผลิตน้ำมันดิบสหรัฐกำลังหดตัวลง โดยปริมาณการผลิตน้ำมันของสหรัฐปรับลดลงจาก 9.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน เมื่อประมาณช่วงปลายเดือนพ.ค. ถึงกลางเดือนก.ค. มาอยู่ที่ราว 9.1 ล้านบาร์เรลต่อวันในสัปดาห์ล่าสุด ขณะที่เบเกอร์ ฮิวจส์ รายงานวันก่อนว่า จำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันและก๊าซในสหรัฐลดลงอีก 4 หลุม เหลือ 640 หลุม สิ้นสุดสัปดาห์ที่ 25 ก.ย. ซึ่งถือว่าเป็นระดับต่ำที่สุดตั้งแต่เดือนก.ค. หลังจากที่ลดลงไปกว่า 31 หลุมเมื่อสามสัปดาห์ที่ผ่านมาTechnical SET range: 1,340-1,360。 3.80 4.02 กองทุนใหญ่ตัดขาย QH เหลือถือหุ้นไม่ถึง 10% ชื่อภาษาไทยบริษัท เอ็มพีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)ชื่อภาษาอังกฤษ MPG Corporation PUBLIC COMPANY LIMITED ส่วนชื่อย่อหลักทรัพย์ของบริษัทยังคงใช้ชื่อเดิมไม่เปลี่ยนแปลง คือ MPG SET ปิดเช้าบวก 4.10 จุด JAS ซื้อ-ขายสูงสุด 1.29 พันลบ. ราคาทองคำปิดพุ่งเกือบ 23 ดอลล์ หลังตัวเลขจ้างงานสหรัฐต่ำกว่าคาด。

Three recent papers attempt to look at the next stage of the world’s most important relationship.

The Debate on U.S.-China Relations: Make Room, Make Way, or Make Hay
Credit: The White House

The Asia security field is a crowded one these days, and that is a good thing. The region is confronting a number of destabilizing threats: disputes over islands in the South and East China Seas, weak governance in several Southeast Asian nations, and continuing?uncertainty over North Korea’s intentions and capabilities, among others. All are long-term, ongoing challenges, and the more ideas that get out there about how to manage these issues, the better.

No issue gets as much attention, however, as the U.S.-China relationship and what it means for regional security. For most, it boils down to whether the era of U.S. primacy is over. If it is, what should the next stage look like and how does China fit in? If not, how does the United States preserve its role as the fundamental security guarantor in the region and how does China fit in?

Three recent, thoughtful reports/papers attempt to address this question: the first, “Revising U.S. Grand Strategy Toward China”?by my CFR colleague Robert Blackwill and Carnegie Endowment scholar Ashley Tellis; the second, “The Future of U.S.-China Relations Under Xi Jinping: Toward a New Framework of Constructive Realism for a Common Purpose”?(pdf)?by former Australian Prime Minister Kevin Rudd; and the third, “Beyond American Predominance in the Western Pacific: The Need for a Stable U.S.-China Balance of Power”?by Carnegie Endowment scholar Michael Swaine. Each adopts a different approach and arrives at different conclusions, although the Rudd and Swaine analyses are largely compatible. Blackwill and Tellis explicitly seek to develop a roadmap for continued U.S. primacy in the Asia Pacific. Rudd and Swaine, in contrast, argue that such an effort is unrealistic, even harmful, given the realities of U.S. commitments and domestic politics, as well as China’s intentions and growing capabilities. Both Rudd and Swaine seek to have the United States and China sacrifice near-term interests for a longer-term greater good. However, Rudd places a much greater burden of compromise on the United States, while Swaine is more even-handed in his call for accommodation by both sides.

I was most eager to read the Rudd report. I have heard the former prime minister speak on a number of occasions and have always been impressed by his insights. In his report, Rudd assumes the role of peacemaker—trying to bridge the gap between the “private or semi-private narratives each side [the United States and China] may have about the other.” Although ostensibly designed to speak equally to Chinese and U.S. policymakers, the report is, for the most part, designed for a U.S. audience—explaining China and the Chinese perspective to Americans and offering recommendations for Washington.

Rudd’s argument is premised on his belief that Chinese President Xi Jinping is someone with whom the United States can work, that he is prepared to take calculated risks, and that there is now a window in China for Washington and Beijing to strike a grand bargain. According to Rudd, it is up to the United States to use this space as creatively as possible, while it lasts. While this is an appealing narrative, the report does not make?clear why Rudd believes this. Rudd also leaves the reader hanging when he asserts that China will become a more active participant in the reform of the global rules-based order and that it will bring a “new, forthright Chinese voice in the world.” It would have been helpful had the prime minister explained whether this voice will mean more Air Defense Identification Zones or more Asian Infrastructure Investment Banks or both. The implications for the region are vastly different.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

There are also some off-putting notes. Rudd begins by announcing that the Chinese economy will continue to thrive, noting: “Sorry, but on balance, the Chinese economic model is probably sustainable.” It is an awkward pronouncement that assumes that Americans want the Chinese economy to fail—something very few Americans, in fact, desire. (What Americans do want is a thriving Chinese economy that offers a fair and open trade and investment environment.)

While bold and fun to read, Rudd’s analysis of Xi’s presidency and the potential for significant new cooperation with the United States—should only the United States?seize the moment—ultimately falls short because it is difficult to find the evidence to support it. Xi may well have the political capital to strike a grand bargain, but Rudd’s faith in him notwithstanding, it remains unclear that he wants one.

The lack of demonstrable Chinese interest in a more accommodating regional security posture makes me initially sympathetic to the dominant theme of the Blackwill and Tellis report. As Blackwill and Tellis note, the current Chinese leadership has offered little indication—either in words or action—that it does not have as its endgame supplanting the United States as the regional hegemon. However, the report adopts such an uncompromising stance on any potential for the United States and China to find common ground that it loses me along the way. There is a built-in assumption that China necessarily wants to supplant the United States—not simply this regime at this moment in time. Such a deterministic understanding of Chinese politics and interests ignores ongoing debates within the country and the potential for new understandings to emerge

The recommendations (as in the Rudd report) run several pages, and for the most part, they represent a coherent strategy for the United States. Blackwill and Tellis have flipped the current hedging strategy from its emphasis on engagement with limited containment to containment with limited engagement. Much paper is devoted to strengthening military and economic ties with our allies. Still, it is difficult to understand, at times, how the containment and engagement will all work together—for example, “agreeing on enhanced security confidence-building measures between the two sides” while the United States establishes a new technology-control regime and levies an across-the-board tariff on Chinese economic goods in response to Beijing’s cyberattacks. Whatever its weaknesses, however, the report raises appropriate alarm bells concerning the challenge that many current Chinese economic and security behaviors pose for U.S. interests and the necessity of addressing them directly.

Ultimately, I thought the quietest piece—the one released with the least fanfare—was the most thought-provoking and compelling. Swaine offers a reasonably even-handed assessment of both the U.S. and PRC perspectives and tackles head on the problem that Beijing and Washington have concerning “clashing assumptions and beliefs about the requirements for continued order and prosperity in Asia.” He also identifies several very specific areas for potential cooperation, including the Korean Peninsula, Taiwan, and the management of maritime territorial disputes, and then proceeds to lay out how actual progress might be realized through various trade-offs. For example, he suggests that the United States halt arms sales to Taiwan in return for credible assurances by Beijing that it will not use force against Taiwan (except in the case of a dejure declaration of independence) and acceptance that unification would be peaceful and must involve the consent of people of Taiwan. One can agree or not with all of Swaine’s analysis or prescriptions, but in a much shorter piece, he takes the reader deeper and farther into understanding the challenges at hand and the potential roadmap for resolution.

Elizabeth C. Economy is?C.V. Starr Senior Fellow and Director for Asia Studies at the Council on Foreign Relations. She is an expert on Chinese domestic and foreign policy and U.S.-China relations and author of the award-winning book,?The River Runs Black: The Environmental Challenge to China’s Future.?This post appears courtesy of?CFR.org?and?Forbes?Asia.